Company News

เอาชนะการเมืองสำนักงานด้วย 7 นิสัยทรงพลัง

เมื่อกล่าวถึง “การเมืองสำนักงาน” คำนี้เชื่อว่าพนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากพบเจอ แต่ทำอย่างไรได้ล่ะ เมื่อเข้าไปอยู่ในสังคมออฟฟิศแล้วก็คงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการเมืองสำนักงานเปรียบเหมือนโรคระบาดที่มีอยู่ทุกที่ที่มีผลประโยชน์, การสื่อสาร, ความสัมพันธ์ของคนเข้าไปเกี่ยวข้อง และเมื่อมีปัจจัยเหล่านี้เข้ามาแล้วก็เป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในสำนักงานดังนั้น เมื่อหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญไม่ได้ เราก็ไม่จำเป็นต้องกลัว แต่เราต้องสร้างนิสัยอันทรงพลัง 7 อย่างนี้เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันและเป็นเข็มทิศในการนำทางชีวิตการทำงานในออฟฟิศที่มี “การเมืองสำนักงาน” เข้ามาเกี่ยวข้อง

1. จงเลือกอย่างมีสติ

เมื่อเราพบปัญหาการเมืองในสำนักงานแล้ว คงมีเพียง 2 ทางเลือก คือ “สู้ หรือ หนี”  หากเลือกสู้ เราก็คือผู้ล่า แต่หากเลือกหนีเราก็เปรียบเหมือนเหยื่อและเป็นผู้ถูกล่าไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะเลือกแบบใด หากออกตัวแรงมากจนเกินไปก็คงไม่ส่งผลดีต่อความเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานของเรา การที่จะเอาชนะได้ คุณต้องเลือกอย่างมีสติ ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใด หากคุณมีสติพิจารณาไตร่ตรองสถานการณ์อย่างรอบคอบ จะทำให้คุณแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม 

2. รู้จุดประสงค์หลัก

เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น มันเป็นการง่ายมากที่จะดึงให้ทุกคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้นใช้อารมณ์ในการสื่อสารกัน และนั่นก็เหมือนกับทุกคนกำลังเข้าไปในอุโมงค์อันมืดมิด หากเข้าไปลึกมากขึ้นก็ยากที่จะออกมาพบแสงสว่างได้ ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นและใช้ในการควบคุมนำการทำงานคือการยึดวัตถุประสงค์หลักของการทำงาน  เราทุกคนสามารถมีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ ถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับการคิดต่าง จงนำความคิดต่างเหล่านี้มาพิจารณาหาข้อดีข้อเสียของแต่ละความคิดเห็น โดยยึดถือวัตถุประสงค์หลักขององค์กรเพื่อหาข้อสรุปและทำให้องค์กรประสบความสำเร็จและขับเคลื่อนต่อไปได้

3. คิดบวกโชว์ศักยภาพการบริหารอารมณ์

หลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกที่จะถูกนินทา, ตำหนิ หรือกล่าวร้ายลับลังในที่ทำงาน หัวข้อการนินทามีทั้งเรื่องส่วนตัวที่พนักงานคนอื่นมักจะชอบล้วงแคะแกะเกา ขุดคุ้ยขึ้นมาคุยกันแบบสนุกปาก และเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่ถูกนินทาที่จะไม่มีความรู้สึกหรือไม่สนใจในคำพูดเหล่านั้น แต่ลองคิดดูสิคงเป็นเรื่องดีไม่น้อย หากคุณสามารถเอาชนะคำนินทาด้วยการไม่ใส่ใจ เพราะมันเป็นเรื่องไร้สาระ แทนที่จะรู้สึกว่าตกเป็นเหยื่อและโกรธเกี่ยวกับคำนินทา เราก็เลือกที่จะไปจดจ่อกับหน้าที่การงานที่รับมอบหมายให้ทำอย่างดีที่สุด ทำผลงานให้ออกมาโดดเด่น หากคุณทำได้เช่นนี้จะทำให้ผู้ใหญ่เห็นว่าคุณเป็นคนที่รู้วิธีการจัดการงานแม้ว่าจะอยู่ภายใต้ภาวะความกดดันทางด้านอารมณ์แต่คุณกลับเลือกที่จะเอาชนะมันได้ และเมื่อถึงเวลาปรับเลื่อนตำแหน่ง เชื่อแน่ว่าคุณจะเป็นหนึ่งในคนไม่กี่คนที่ได้รับการพิจารณาปรับเลื่อนตำแหน่ง   “เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส” คำนี้ยังคงใช้ได้ผลอยู่ มันขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่าจะเลือกอย่างไร

4. วางตัวเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด

บางครั้งคุณจะพบว่า ตัวคุณเองเข้าไปอยู่ตรงกลางระหว่างความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายแบบไร้ตัวตน พวกเขามักมัวแต่โต้เถียงกันอยากที่จะเอาชนะกันกลัวจะเสียผลประโยชน์ กลัวว่าฝ่ายของตัวจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบหากมีปัญหาเกิดขึ้น และเมื่อคุณต้องอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง คุณจะต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ให้ยึดหลักวัตถุประสงค์ของธุรกิจเป็นอันดับแรก หามาตรฐานกลางในการตัดสินใจ การวางตัวเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดจะช่วยแก้ไขข้อขัดแย้งลงได้ และจะทำให้ทั้งสองฝ่ายเกิดความไว้วางใจในตัวคุณเนื่องจากว่าคุณสามารถชี้ชัดให้พวกเขาทำงานอย่างสร้างสรรค์ นึกถึงวัตถุประสงค์ทางธุรกิจเพื่อความสำเร็จในการทำงาน หากงานสำเร็จลุล่วงไม่ใช่แค่บริษัทที่จะได้รับผลประโยชน์ แต่พวกเราทุกคนที่มีส่วนร่วมในผลงานนั้น ๆ ก็จะได้รับผลประโยชน์ในการโปรโมทไปด้วย

5. อย่าสร้างศัตรูด้วยอารมณ์ชั่ววูบ

เมื่อมีการเมืองในสำนักงาน มีความขัดแย้งระหว่างการทำงาน เป็นเรื่องง่ายมากที่จะมีเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์มากวนอารมณ์ของคุณให้ขุ่นมัว หากคุณควบคุมภาวะอารณ์ของตัวเองไม่ได้จนแสดงปฏิกิริยาเชิงลบกับเพื่อนร่วมงานไป สิ่งนี้จะกลับมาเป็นผลร้ายให้กับตัวคุณเองได้ในอนาคต 

เคยได้ยินไหมว่าสัญชาตญาณความจำของมนุษย์จะจำเรื่องดีไม่ค่อยได้ แต่เรื่องร้ายหรือเรื่องที่ทำให้ตัวเองอับอายละก็ จำได้แม่นยำเลยแหละ  ในวันที่เถียงกันคุณอาจจะคิดว่าคุณคือผู้ชนะ แต่นั่นเท่ากับว่าคุณสร้างศัตรูไปแล้ว คุณอาจจะคิดว่าฉันไม่แคร์ไม่สน แต่คุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคุณจะไม่ต้องพึ่งพาอาศัยหรือทำงานร่วมกับคนนั้นแล้ว ดังนั้น จงอย่าสร้างศัตรูในที่ทำงานแทนที่จะสร้างศัตรู คุณควรหันมาสร้างเครือข่ายพันธมิตร สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกระดับชั้น และเมื่อถึงยามวิกฤต เครือข่ายพันธมิตรจะช่วยสนับสนุนการทำงานของคุณให้ประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น

6. พยายามทำความเข้าใจผู้อื่นก่อนที่จะเข้าใจ

ประโยคฮิตติดปากใครหลาย ๆ คน คือ “ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้?” การพูดเช่นนี้สื่อถึงตัวคนพูดที่มีความรู้สึกไม่ยุติธรรมกับสิ่งที่เขากำลังเผชิญ  แต่คุณลืมไปหรือเปล่าว่า “คุณลองพยายามทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ สถานการณ์ สถานภาพของบุคคลอื่นหรือยัง?”  ดังนั้น จงพยายามทำความเข้าใจก่อนแล้วคุณจึงจะเข้าใจคุณเชื่อไหมว่า เคล็ดลับการทลายกำแพงการสื่อสารและสร้างปฏิสัมพันธ์คือ “ความเข้าใจ” คุณต้องใช้ความจริงใจ เข้าไปอยู่ในใจพวกเขาเหล่านั้น และนั่นแหละคุณจึงจะเข้าใจพวกเขาได้ไม่ยาก  เมื่อพวกเขารู้สึกว่าคุณเข้าใจพวกเขาแล้ว ความไว้วางใจในตัวคุณก็จะเกิดขึ้น พวกเขารู้สึกปลอดภัย รู้สึกว่าคุณกับเขาเป็นพวกเดียวกัน ไม่มีคำว่า “เธอกับฉัน” แต่จะกลายเป็นคำว่า “พวกเรา” แทน

7. ไร้ผู้แพ้มีแต่ผู้ชนะ(ด้วยกัน)

เราจะเห็นได้ว่าความขัดแย้งของการเมืองในสำนักงานส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งทางผลประโยชน์ทั้งรูปธรรมและนามธรรม แต่มันคงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนเราจะคิดแบบนี้ คิดอยากเป็นผู้ชนะไม่อยากเป็นผู้แพ้ เพราะเมื่อไรก็ตามที่แพ้ เราจะรู้สึกและรับรู้ได้ถึงการสูญเสียที่เกิดขึ้นกับเรา

ทำไมเราไม่ลองปรับเปลี่ยนความคิดใหม่ ไม่มีผู้แพ้ผู้ชนะ  จะมีก็แต่ชนะด้วยกันทั้งคู่ เพราะต่างช่วยเหลือ สนับสนุนซึ่งกันและกัน  ลองเรียนรู้ที่จะคิดในแง่ของ “พวกเราจะเอาชนะสถานการณ์นี้ได้อย่างไร” การคิดเช่นนี้ทำให้คุณเข้าใจมุมมองของอีกฝ่ายและสิ่งที่อยู่ในตัวพวกเขาก่อน  จากนั้นคุณต้องทำความเข้าใจว่ามีอะไรในตัวคุณ พยายามหาทางออกที่เป็นที่ยอมรับและเป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย การทำเช่นนี้จะทำให้มั่นใจได้ว่าทุกคนมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาตามที่ตกลงไว้อย่างแท้จริงการคิดแบบ “ชนะไปด้วยกัน” เป็นกลยุทธ์ที่ยั่งยืนเพราะเป็นการสร้างเครือข่ายพันธมิตรและช่วยให้ชนะในระยะยาว ส่งผลดีในการทำงานแบบทีมเวิร์ค และนานเข้าจะเป็นการสร้างความรักความสมานฉันท์กันภายในองค์กร

การสร้างนิสัยอันทรงพลังให้กับตัวเอง เปรียบเสมือนอาวุธที่นักรบพกติดตัวเวลาออกรบ แต่ในสนามรบที่เป็นสำนักงาน การสู้รบกันไม่ได้มีเจตนาห้ำหั่นกันจนฝ่ายตรงข้ามได้รับบาดเจ็บจนต้องออกจากสนามรบไป แต่อาวุธเหล่านี้ เราต้องนำมาใช้ในเชิงบวก เพื่อสามารถแก้ไขปัญหาและสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ให้สำเร็จลุล่วงไป ความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่มีใครเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว แต่มันคือความสำเร็จของพวกเราทุกคน เพราะเราทุกคนคือ “ทีมเดียวกัน ชนะด้วยกัน”  หากนำไปปฏิบัติได้เช่นนี้ เชื่อว่าพนักงานในองค์กรทุกคนคงจะทำงานอย่างมีความสุข และปัญหาการเมืองในสำนักงานก็คงจะลดน้อยลงไปได้