สรรพากรเปิดทาง สามี-ภรรยา แยกยื่นภาษีได้  

สรรพากรเปิดทาง สามี-ภรรยา แยกยื่นภาษีได้

สรรพากรเตรียมยกเว้นข้อกฎหมาย ปฎิบัติตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ให้ผู้ที่เป็นสามี และ ภรรยา สามารถแยกยื่นภาษีได้ มีผลใช้ 1 ม.ค. 56

นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร เผยว่า กรมสรรพากรอยู่ระหว่างดำเนินการให้ผู้ที่เป็นสามี-ภรรยากัน สามารถแยกยื่นภาษีได้ ในต้นปีหน้า คือตั้งแต่ 1 ม.ค. 2556 ตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งกระบวนการดำเนินการดังกล่าว ต้องผ่านการแก้ไขประมวลรัษฎากรให้สภาพิจารณาผ่าน 3 วาระและใช้เวลานาน อาจทำให้ดำเนินการไม่ทันตามที่ศาลสั่ง

ดังนั้น กรมสรรพากร จะให้สามีภรรยาแยกยื่นภาษีได้ โดยยกเว้นมาตรการที่ให้ยื่นภาษีร่วมกันไม่ต้องให้มีผลบังคับใช้ เพราะถือว่าคำกรมสรรพากรต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล แต่กรมสรรพากรยังต้องดูรายละเอียดของการแยกยื่นรายได้อีกหลายรายการให้ชัดเจน อาทิ กรณีที่สามีภรรยาทำธุรกิจมีรายได้ร่วมกัน จะให้ใครเป็นผู้ยื่น ซึ่งเดิมให้สามีเป็นผู้ยื่น ซึ่งการแยกยื่นภาษีนี้จะทำให้กรมสรรพากรสูญเสียเงินภาษีกว่า 3,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ หากสามีและภรรยามีรายได้สุทธิหลังหักค่าลดหย่อนและหักค่าใช้จ่ายคนละ 4 แสนบาทต่อปี รวมแล้วมีรายได้ประมาณ 8 แสนบาทต่อปี ต้องเสียภาษีในอัตรา 20 เปอร์เซ็นต์ หรือต้องเสียภาษี 160,000 บาท แต่ถ้าสามารถแยกยื่นภาษีจะทำให้ลดอัตราการเสียภาษีเหลือแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ เพราะมีรายได้ไม่เกิน 500,000 บาท หรือคิดเป็นภาษีคนละ 40,000 บาท รวม 2 คน ต้องภาษี 80,000 บาท เท่านั้น

ก่อนหน้านี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้ว เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ที่กำหนดให้การเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภรรยา ที่อยู่ร่วมกันตลอดปีภาษี ให้ถือเอาเงินได้ทั้งปีของภรรยาเป็นเงินได้ของสามี และให้สามีมีหน้าที่รับผิดชอบ ในการยื่นรายการและเสียภาษี พร้อมกำหนดให้ภรรยาที่มีเงินได้ ตามมาตรา 40 (1) ไม่ว่าจะมีเงินได้ประเภทอื่นด้วยหรือไม่ สามารถแยกยื่นรายการเสียภาษีออกจากสามี เฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้ โดยไม่ถือว่าเป็นเงินได้ของสามี ตามมาตรา 57 ตรีนั้น ถือว่าเป็นบทบัญญัติที่ทำให้สามีภรรยาที่มีเงินได้ตามมาตรา 40 (2) ถึง (8 ) ต้องเสียภาษีสูง กว่าสามีภรรยา ที่มีเงินได้ตามมาตรา 40 (1) และยังทำให้ผู้หญิงที่มีสามี และมีเงินได้ตามมาตรา 40 (2) ถึง (8) ต้องเสียภาษีสูงกว่าผู้หญิงที่โสด อีกทั้งยังไม่เป็นการมุ่งสร้างความมั่นคงของสถาบันครอบครัว จึงเป็นปัญหาที่ทำให้ชายหญิงไม่นิยมสมรสกัน เพราะต้องรับภาระอัตราภาษีที่สูงขึ้น อีกทั้งผู้ที่สมรสกันแล้วก็ต้องวางแผนการเสียภาษี โดยบางรายถึงขั้นจดทะเบียนหย่าเพื่อที่จะได้ไม่ต้องนำเงินได้ของทั้งสามีและภรรยามารวมกันในการเสียภาษีที่สูงขึ้น

ดังนั้น จึงเห็นว่าบทบัญญัติ ทั้ง 2 มาตรา ขัดต่อหลักความเสมอภาคและเป็นการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 30 เนื่องจากมีความแตกต่างในเรื่องของสถานะบุคคล อีกทั้งไม่ได้เป็นมาตราที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้สามารถใช้สิทธิเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น

--อินโฟเควสท์ โดย สุดทีวัล สุขใส/ณัฐชญา อัครยรรยง อีเมล์: natchaya@infoquest.co.th--

 

ที่มา : http://www.ryt9.com/s/iqry/1453137